เคล็ดลับผิวสวยด้วยมังคุด
ตอน นี้บ้านเรากำลังย่างเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว อากาศก็จะเย็นสบายมากขึ้นและเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำการเกษตรกรรม การทำสวนผลไม้จะมีผลไม้ผลดอกออกผลมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคมากมายที่มีเฉพาะฤดู ฝนได้แก่ เงาะ น้อยหน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งมังคุดและทุเรียนซึ่งถือว่าเป็นผลไม้ที่อร่อยมากที่สุดจึง ได้ชื่อว่าเป็นราชาและราชินีของผลไม้ในประเทศไทย ผลไม้ทั้งสองชนิดนี้สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างมาก
เราจะมากล่าวถึงมังคุด ซึ่งเป็นผลไม้ที่เจริญเติบโตได้ในดินเกือบทุกชนิดและมีฝนตกชุกสม่ำเสมอ มังคุดจึงปลูกมากทางภาคใต้ของประเทศไทย นอกจากมังคุดจะมีรูปร่างสวยงาม น่ารัก รสชาติอร่อยแล้วยังมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพร่างกายและความสวยความงาม ดังนั้นเราจะมารู้จักคุณประโยชน์ของมังคุดมากกว่านี้
สำหรับคุณค่าทางโภชนาการมังคุด เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำจึงเหมาะเป็นผลไม้สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก นอกจากนี้กากใยจากเนื้อของมังคุดช่วยในการขับถ่ายให้ง่ายขึ้น และยังได้สารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่อื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น น้ำตาล กรดอินทรีย์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก เป็นต้น
สำหรับ ผู้ที่ต้องการเสริมระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุลหรือผู้ที่มีปัญหาภูมิคุ้มกัน บกพร่องเช่น โรคมะเร็ง โรคภูมิแพ้ โรคพาร์คินสัน โรคตับเสื่อม โรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้อักเสบ ฯลฯ สารสกัดแซนโทนจากมังคุดมีฤทธิ์ในการจับอนุมูลอิสระมากกว่าแครอท ราสเบอรรี่ บลูเบอรรี่ ลูกยอ และทับทิม ดังนั้นสารสกัดจากเปลือกมังคุดสามารถจัดการกับเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากเนื้อของมังคุดจะมีประโยชน์แล้วภูมิปัญญาของคนไทยสมัยโบราณใช้เปลือก มังคุดเป็นยาแก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วงเรื้อรัง ถ่ายเป็นมูกเลือดโดยการใช้เปลือกสดหรือเปลือกแห้งฝนกับน้ำเพื่อใช้ดื่ม หรือจะใช้เปลือกแห้งต้มกับน้ำเพื่อใช้ดื่มก็ได้ผลเช่นเดียวกัน เปลือก มังคุดยังมีสรรพคุณในการสมานแผล ช่วยให้แผลหาเร็ว เช่นใช้รักษาบาดแผลผุพอง แผลเน่าเปื่อย แผลเป็นหนอง โดยการใช้เปลือกมังคุดฝนกับน้ำปูนใสทาบริเวณแผล น้ำต้มเปลือกมังคุดแห้งต้มน้ำล้างแผลใช้แทนการด้วยน้ำยาล้างแผลหรือด่าง ทับทิมได้ด้วย นอกจากนี้มังคุดยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังและกลากได้อีกด้วย
ใน ด้านการรักษาผิวหน้าสารสกัดจากเปลือกมังคุดที่ผ่านการศึกษาวิจัยทางวิทยา ศาสตร์มีการทดสอบประสิทธิภาพและปลอดภัยทางคลินิกจนสามารถยืนยันได้ว่า สารสกัดจากมังคุดมีความปลอดภัยต่อผิว ไร้ผลข้างเคียงต่อผิว และมีประโยชน์ในการนำมาใช้ทำเครื่องสำอางบำรุงผิวหน้าดังนี้
1.ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่เป็นสาเหตุของริ้วรอยก่อนวัย
2.มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา (Antiseptic) อันเป็นสาเหตุของโรคผิวหนังและปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิว ป้องกันการอักเสบของสิว และลบเลือนรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว
3.ช่วยชะลอความแก่ชราของเซลล์ผิว ทำให้ผิวหน้าแลดูสดใส และสุขภาพดี (Anti-Aging)
4.ทำให้ผิวพรรณเต่งตึงกระชับ (Skin Firming & Tightening) ช่วยสมานผิวเพราะมังคุดมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อสิวได้และยังออกฤทธิ์ต้านเชื้อสิวอักเสบได้ดีถึงร้อยละ 77.8 กระชับรูขุมขน (Astringent) ได้ดี
5.ลดปริมาณเม็ดสีที่ผิวหนัง ทำให้ผิวขาว เนียน กระจ่างใส (Pigmentations Lightening) อย่างเป็นธรรมชาติ
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ได้ช่วยพิสุจน์การรักษาโรคด้วยมังคุดตาม ภูมิปัญญาพื้นบ้านในปัจจุบันได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะอย่างในวงการเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวได้ให้ความสนใจนำสารสกัดจากเปลือกมังคุดไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่เปลือกมังคุด ที่ช่วยดับกลิ่นเต่า ช่วยบรรเทาโรคผิวหนัง รักษาสิวฝ้า ซึ่งใช้ได้ผลดีและเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในปัจจุบันมาก ถ้าหากว่าคุณมีปัญหาสุขภาพและผิวหน้าก็ควรไปหาสมุนไพรและเครื่องสำอางที่มี ส่วนผสมจากมังคุดมาทดลองใช้ดูเพื่อที่จะได้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและผิวสวย รับหน้าฝนตอนนี้นะคะ
ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพแห่งหนึ่งของโลก นอกจากพื้นที่ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ และสถานที่ท่องเที่ยวมากมายแล้ว ยังมีผักและผลไม้ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน เงาะ มังคุด ฯลฯ ในบรรดาผลไม้ทั้งหมด “มังคุด” ได้รับการยกย่องให้เป็น “ราชินีแห่งผลไม้” (Queen of fruits) ด้วยลักษณะเฉพาะของผลมังคุดที่มีกลีบเลี้ยงอยู่ที่หัวขั้วของผล คล้ายมงกุฏของราชินี เนื้อด้านในมีสีขาวนวล รสชาติหวานอมเปรี้ยวอร่อยอย่างยากที่จะมีผลไม้ชนิดใดในโลกเทียบเคียงได้
มังคุด (Mangosteen) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Garcinia mangostana Linn.
จัดอยู่ในวงศ์ Guttiferae
มังคุด เจริญเติบโตได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมควรเป็นดินเหนียวปนทราย ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงสามารถอุ้มน้ำและระบายน้ำได้ดี พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกมังคุดควรมีสภาพภูมิอากาศร้อนและชุ่มชื้น คือ มีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 25-30 องศาเซลเซียสและมีฝนตกชุกสม่ำเสมอ มังคุดจึงปลูกมากทางภาคใต้ของประเทศไทย
เปลือกมังคุด (pericarp)
ด้วย เทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าในปัจจุบัน กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สามารถทำการศึกษาถึงประโยชน์จากสารสำคัญที่มีอยู่ใน เปลือกมังคุด คือ แทนนินและแซนโทน สารแซนโทนมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) จึงมีการศึกษามากมายที่ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของสารแซนโทนที่มีในเปลือกมังคุด แซนโทนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรง (potent antioxidants) พบได้มากในเปลือกมังคุด และมีผลของการศึกษาฤทธิ์ในการจับอนุมูลอิสระโดยวิธี ORAC (Oxygen Radical Absorbance Capacity) Brunswick Laboratories ทำการเปรียบเทียบระหว่างน้ำผลไม้อื่นๆและมังคุด พบว่า มังคุดมีฤทธิ์ในการจับอนุมูลอิสระมากกว่า แครอท ราสเบอรรี่ บลูเบอรรี่ ทับทิม อนุมูลอิสระ (free radicals) เป็นโมเลกุลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการลูกโซ่ (chain reaction) ของปฎิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) ที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ดังนั้นร่างกายจึงต้องหาทางป้องกันการโดนทำลายจากอนุมูลอิสระ โดยสิ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง คือระบบแอนติออกซิแดนท์ (antioxidants) อย่างไรก็ตามภาวะที่ปริมาณอนุมูลอิสระมีมากเกินกว่าระบบแอนติออกซิแดนท์จะจัดการได้ จะเกิดภาวะเครียดขึ้น (oxidative stress) ก่อให้เกิดผลเสียต่อเซลล์ และการทำลายเซลล์ ซึ่งเป็นสาเหตุ ของการแก่ (aging) และรุนแรงไปถึงการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่นการกระตุ้นให้เกิดไขมันสะสมในหลอดเลือดนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดตีบ โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน(autoimmune disease) รวมไปถึงโรคมะเร็ง (cancer) เป็นต้น
สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ทำลายฤทธิ์ของอนุมูลอิสระโดยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในส่วนต่างๆ ของร่างกาย นอก จากร่างกายสามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสระได้เองตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ในวิตามิน แร่ธาตุ และสารจากผักและผลไม้ก็พบสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ด้วย แซนโทนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรง (potent antioxidants) พบได้มากในเปลือกมังคุด ปัจจุบัน มีการศึกษาถึงประโยชน์ของสารแซนโทนจากเปลือกมังคุดในเรื่องต่างๆดังนี้ผลจาก ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารแซนโทน จึงป้องกันการเกิดออกซิเดชันของLDL ซึ่งเป็นคลอเลสเตอรอลตัวร้าย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (cardiovascular disease)
ภาวะไขมันอุดตันหลอดเลือดหัวใจ
อีกทั้งยังลดการทำลายเซลล์ อันเป็นผลจากปฏิกิริยาลูกโซ่ จึงช่วยลดความเสี่ยงและชะลอการแก่ (aging) ด้วย ผลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่างๆรวมถึงการตายของเซลล์ มะเร็งในการศึกษาระดับห้องปฎิบัติการ เช่น เซลล์มะเร็งเต้านม, เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว , เซลล์มะเร็งตับ, กระเพาะอาหาร และเซลล์มะเร็งปอด
การกลายพันธุ์ของเซลมะเร็ง
- ผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด เช่น เชื้อวัณโรค (Mycobacterium tuberculosis) , เชื้อ S. Enteritidis และเชื้อ HIV
- ฤทธิ์ในการช่วยขยายตัวของหลอดเลือด (vasorelaxing activities) ดังนั้นจึงมีประโยชน์ในการลดความดันโลหิต (antihypertensive)
- การยับยั้งการหลั่งสารฮิสตามีน (histamine) ฤทธิ์ต้านซิโรโทนิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันโรคภูมิแพ้ (allergies)
อาการแพ้
การยับยั้งการสังเคราะห์สารพลอสตาแกลนดินอีทู (PGE2) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดกระบวนการอักเสบต่างๆ เช่น การปวดอักเสบ กล้ามเนื้อ และข้อสารแซนโทนสามารถทำให้ปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดของผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ II(ผู้ใหญ่) ลดลง ซึ่งอาจจะเป็นกลไกที่แซนโทนทำให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น จึงสามารถนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้เร็วขึ้น
การอักเสบของส่วนต่างๆ แผลภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน
มังคุด จึงไม่ใช่เพียงผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยแต่ยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งคุณค่าทางโภชนาการและการนำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย “มังคุด” จึงเป็นของขวัญล้ำค่าที่ธรรมชาติได้มอบให้กับมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง
เหตุผล 33 ประการ ที่ควรพิจารณาใช้สารสกัดจากมังคุด
- ต้านอาการเมื่อยล้า (เพิ่มพลังอาหาร)
- ป้องกันการระคายเคือง อักเสบ
- ลดการเจ็บปวด
- ต้านการเกิดแผลในปาก
- ระงับอาการกดประสาท (ลดความเครียด)
- ลดอาการกังวล
- ลดภาวะสมองเสี่อม ช่วยป้องกันความผิดปกติของสมอง
- ป้องกันการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง
- เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค
- ชะลอความชรา
- ต้านอนุมูลอิสระ
- ต้านเชื้อไวรัส
- ต้านเชื้อแบคทีเรีย
- ต้านเชื้อรา
- ต้านการขับไขมันจากต่อมไขมันใต้ผิวหนังมากเกินไป (ต้านการทำงานของผิวหนังผิดปกติ)
- ลดไขมันที่ไม่ดีในเส้นเลือด (ลด L.D.L.)
- ป้องกันเส้นเลือดแดงแข็งตัว
- ป้องกันโรคหัวใจ
- ป้องกันความดันต่ำ
- ป้องกันอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ
- ป้องกันโรคอ้วน (ช่วยลดน้ำหนัก)
- ป้องกันโรคข้อเสื่อม
- ป้องกันโรคกระดูกผุ
- ป้องกันโรคภูมิแพ้
- ป้องกันการเกิดโรคนิ่วในไต
- ป้องกันอาการไข้ (ไข้ระดับต่ำ)
- ป้องกันโรคพาร์กินสัน (โรคเกี่ยวกับระบบประสาทที่ทำให้สั่น)
- ป้องกันอาการท้องร่วง
- ป้องกันอาการปวดในระบบประสาท
- ป้องกันอาการเวียนศรีษะ
- ป้องกันโรคตัวหิน (โรคตาที่เกิดจากความดันสูงในกระบอกตาและทำให้ตาบอดในที่สุด)
- ป้องกันอาการตามัว (เกิดความผิดปกติที่เลนส์ในดวงตา)
- ป้องกันโรคเหงือก
“ศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุด” ชี้น้ำมังคุดสารพัดประโยชน์ ผลิตสารต่อต้านเซลล์มะเร็ง ตับเสื่อม ไตวาย เบาหวาน
ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย ถนนรัชดาภิเษก ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำเสนออันตรายจากการบริโภคน้ำมังคุดที่มีต่อสุขภาพนั้น คณะนักวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทยที่ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ มังคุดมากว่า 30 ปี จึงขอนำเสนอข้อมูล ความรู้ที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภค เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มังคุด ผลไม้ไทยที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งผลไม้” โดยจากการศึกษาวิจัยพบว่า มังคุดสามารถปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุล โดยการลดการหลั่งสาร Interleukin I และ Tumor Necrosis Factor ซึ่งตามหลักวิชาของภูมิคุ้มกัน จะทำให้ลดอาการที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ภูมิตัวเองและการอักเสบ เช่น ตับเสื่อม ไตวาย เบาหวาน ข้อเข่าอักเสบ ความดันโลหิต โรคพาร์กินสัน ไทรอยด์เป็นพิษ และความผิดปกติของสมองอันเกิดจากการอักเสบ เป็นต้น
“มังคุด” ยังเพิ่มการหลั่งสาร Interleukin II ของเม็ดเลือดขาว ซึ่งตามหลักวิชาของภูมิคุ้มกัน จะทำให้ร่างกายสามารถต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น ไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย หรือเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ดี“เปลือกมังคุด” มีสาร Tannins ในปริมาณมากที่สุด ซึ่งการบริโภคสาร Tannins อย่างต่อเนื่อง อาจจะทำให้เกิดความเป็นพิษต่อตับ ไต ซึ่งได้มีการวิจัยและสรุปว่า การบริโภคสาร Tannins ในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่การเกิดมะเร็งในร่องแก้ม ในทางเดินอาหารส่วนบน และลดจำนวนของเม็ดเลือดขาวจนทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงกว่าปกติ
คณะวิจัยได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ผลิตน้ำมังคุดมาตรฐานเพื่อให้เป็นเครื่องดื่มที่ไม่ใช่เป็นยา โดยไม่ใช้เปลือก ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล สี กลิ่นสังเคราะห์ และสารกันบูด พร้อมควบคุมปริมาณสารที่มีประโยชน์ในเนื้อมังคุดในขบวนการผลิตอย่างมี มาตรฐาน ซึ่งเป็นการช่วยพยุงราคามังคุดที่ตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกมังคุด
ปัจจุบัน “น้ำมังคุด” มีการจำหน่ายอย่างแพร่หลายในประเทศไทย และส่งออกไปจำหน่ายกว่า 10 ประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย ฯลฯ และจะมีวางจำหน่ายในยุโรปในอีก 2 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ดี ขณะนี้สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตรฯ ร่วมกับ Asian Phytoceuticals Public Company Limited ทำการศึกษาการบริโภคน้ำมังคุดดังกล่าว เป็นประจำต่อเนื่องทุกวัน วันละ 300 มล. สำหรับเป็นอาหารของผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้าย ซึ่งดำเนินการโดยคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในขณะเดียวกันจะมีการศึกษาควบคู่กันไปในมหาวิทยาลัย ในแคลิฟอร์เนีย ประเทศ สหรัฐอเมริกา และ ในเครือข่าย ในมหาวิทยาลัยในประเทศอิตาลี โดยโครงการทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ในอีก 12 เดือน สำหรับผู้สนใจข้อมูลเกี่ยวกับ “น้ำมังคุด” สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ www.mangosteenrd.com เพื่อการบริโภคที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเองและคนที่คุณรัก








